ในปี 2019 นี้ด้วยเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ทั้งในประเทศและตลาดโลก แต่ไม่ว่ายังไงคนทำงานที่มีรายได้อย่างเราๆ ก็ต้องใส่ใจเรื่องวางแผนภาษีกันหน่อย เพื่อจะได้ใช้สิทธิ์ของตัวเองให้คุ้มค่า และที่สำคัญปีนี้ กองทุน LTF จะขายเป็นปีสุดท้ายแล้วด้วย
อย่างไรก็ตาม…เราควรมาทบทวนส่งท้ายกันอีกครั้งกับ LTF / RMF เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ทั้งการลงทุนและการลดหย่อนภาษี ไปพร้อมกันได้อย่างเต็มที่!
1. LTF ปีสุดท้าย ยังน่าลงทุนต่อหรือไม่?
LTF ในปี 2562 ถามว่ายังน่าลงทุนต่อไหม?
โดยมีเงื่อนไขของ LTF ก็คือต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน หรือขายได้ในปี 2568 นั่นเอง ถามว่ายังน่าลงทุนไหม? ถ้าเป้าหมายของเราคืออยากจะเก็บเงินเพื่ออนาคต และต้องการตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี LTF ก็ยังเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่น่าสนใจที่สุดของคนทำงานประจำ
แล้ว LTF ที่ลงทุนไปแล้วจะเป็นยังไง กองทุนยังอยู่ไหม?
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กองทุนแต่ละกองมีนโยบายลงทุนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นมูลค่าของกอง LTF จะดีหรือแย่? อยู่ที่หุ้นที่กองทุนเลือกและฝีมือในการบริหารของผู้จัดการกองทุนที่ต้องบริหารให้ดีเหมือนเดิม กองทุนยังคงมีอยู่ ไม่ได้มีผลโดยตรงกับผลการดำเนินงานของกองทุน
กองทุน SSF ล่ะดีไหม?
ถึงแม้จะมีข่าวมาแรงเรื่องกองทุนใหม่ SSF ที่จะเข้ามาแทนที่ LTF แต่เท่าที่เห็นเงื่อนไขที่ออกมา เทียบดูแล้ว ณ จุดนี้ LTF ก็ยังคงดูดีกว่า ซื้อได้เยอะกว่า ไม่ต้องถือนาน และเป็นปีสุดท้ายที่ซื้อได้ 15% ของรายได้ ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่นับรวมกับ RMF และการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุอื่นๆ ด้วยนะ
2. RMF สำคัญยังไง? กับมนุษย์เงินเดือน
“กองทุน RMF” ย่อมาจาก “Retirement Mutual Fund” หน้าที่สำคัญคือการสร้างเงินออมเพื่อการเกษียณ ซึ่งมีความสำคัญมากๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่บั้นปลายจะไม่มีรายได้เข้ามา แถมเงื่อนไขกองทุน RMF บังคับให้เราลงทุนระยะยาว ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ตามหลักการลงทุนแบบ Value Investing ด้วยระยะเวลาการลงทุน และหลักการของดอกเบี้ยทบต้น
กองทุน RMF จึงเหมาะกับคนทำงานประจำทุกคน เพราะถ้ามีแค่สวัสดิการ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund) บอกเลยว่าไม่เพียงพออย่างแน่นอน! ถ้าอยากให้ตอนเกษียณมั่งคั่ง อยู่อย่างสุขสบาย การซื้อ RMF มาเพิ่มเติมเป็นสิ่งที่ดีมากต่ออนาคต แถมได้สิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย
3. LTF/ RMF ช่วยคุณประหยัดภาษีได้แค่ไหน?
LTF / RMF เป็นตัวช่วยหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนคุ้นเคยกันดี จะช่วยประหยัดได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ต้องดูที่รายได้ และรายการที่แต่ละคนสามารถใช้สิทธิ์นำมาลดภาษีด้วย ลองมาคำนวณให้เห็นภาพกันหน่อยด้วยโปรแกรมคำนวณภาษีของ KAsset
ตัวอย่างที่ 1 : รายได้ต่อเดือน 50,000 บาท
ถ้าซื้อ LTF อย่างเดียว (ตามวงเงินที่ซื้อได้สูงสุด) เมื่อลองคำนวณดูแล้ว จะประหยัดค่าภาษีไปได้ 9,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 : รายได้ต่อเดือน 50,000 บาท เหมือนกัน
แต่ซื้อทั้ง LTF และ RMF (ตามวงเงินที่ซื้อได้สูงสุด) จะสามารถประหยัดค่าภาษีไปได้ถึง 16,000 บาท เลยทีเดียว!
ก่อนสิ้นปีนี้ ลองมาคำนวณจำนวนเงินที่คุณสามารถลงทุน LTF และ RMF ได้สูงสุดเท่าไหร่? และยอดที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ที่นี่ https://bit.ly/34auQfn เลย
4. D-Day ลงทุนคู่กันปีสุดท้ายให้เต็มสิทธิ์ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนกันยาวๆ กับคู่กองทุนแกร่ง พิชิตทุกสภาวะ
ขอแนะนำ “กองทุนคู่หู LTF/RMF” จาก บลจ.กสิกรไทย ที่เพิ่งคว้ารางวัลบลจ.ยอดเยี่ยม SET Awards 2019 ถึง 2 ปีซ้อน ได้แก่ “กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (KDLTF)” ปันผลสูงสุดจากกสิกรไทย และ “กองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KEQRMF) ได้รับ 4 ดาว Morningstar (ข้อมูล ณ 31 ต.ค. 62)
โดยทั้ง 2 กองทุน เป็นทางเลือกที่มั่นคงในระยะยาว เพราะมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ชั้นนำ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งเหมาะกับภาวะตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างดี โดยทั้ง 2 กองทุน คือ กองทุน LTF/RMF ที่ขายดีที่สุดของกสิกรไทย ในปี 2019
พิเศษสุด!!! เมื่อซื้อ LTF และ/หรือ RMF กสิกรไทยผ่าน K PLUS หรือ K-My Funds ตั้งแต่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค. 62 รับฟรี! Starbucks e-Coupon สูงสุด 500 บาท*
ใครสนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/34aeinN
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บลจ.กสิกรไทยกำหนด
#KAsset #KDLTF #KEQRMF #คำตอบที่ใช่ของการลงทุน
คำเตือน :
– ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
– ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
– เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกนำไปคำนวณ หรือไม่คำนวณภาษีเงินได้ประจำปี