Guide Investment

อยากเปิดพอร์ตหุ้น เริ่มยังไง? เลือกเจ้าไหนดี?

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจลงทุนในหุ้น ไม่ว่าจะเทรดหุ้นรายวัน, การซื้อหุ้นเพื่อรับเงินปันผล หรือ การออมหุ้น DCA สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกสุด คงหนีไม่พ้นการเลือก “โบรกเกอร์” ที่จะเปิดพอร์ตด้วย เพราะพวกเขาคือคนกลางที่คอยดูแลจัดการการ ซื้อ-ขาย หลักทรัพย์แทนเรา หรือพูดง่ายๆ คือเป็นคนดูแล “เงินและสินทรัพย์” ทั้งหมดที่อยู่ในพอร์ตเรานั่นเอง

แล้วจะเลือก “โบรกเกอร์” ยังไงให้ดีและเหมาะสมกับตัวเรา? ในเมื่อในตลาดมีโบรกเกอร์ที่พร้อมให้บริการเรากว่า 30 บริษัท! วันนี้เราจึงมี 5 ข้อ ที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกโบรกเกอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะกับตัวเอง มีอะไรบ้างมาดูกัน

1. เป็นโบรกเกอร์ที่ มีความน่าเชื่อถือ มีใบอนุญาตถูกต้อง

คงไม่มีใครอยากเอาเงินของตัวเองไปฝากไว้ กับคนที่ไว้ใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินหลัก 100 หรือ หลัก 10,000 ทุกคนคงอยากลงแล้วให้เงินมันงอกเงยทั้งนั้น ย่อมไม่มีใครอยากถูกโกงแม้ว่าเงินจำนวนนั้นจะมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้นเหตุผลด้านความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก ซึ่งการตรวจสอบก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการดูรายชื่อบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการและเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ที่นี่ https://www.set.or.th/set/memberlist.do

2. ระบบการทำธุรกรรมปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก

เหตุผลที่โบรกเกอร์จะถือเงินของคุณไว้มีข้อเดียว คือเป็นหลักประกันสำหรับการเทรด ดังนั้นการฝากและถอนเงินของคุณเอง จึงควรทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน แต่ต้องปลอดภัย

หากโบรกเกอร์ไหน การฝากและถอนเงินต้องมีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน ก็ลองเทียบกับบริการของเจ้าอื่นดูก่อน ในเมื่อในตลาด ยังมีโบรกเกอร์อื่นๆ ที่พร้อมจะทำงานให้คุณได้ ทั้งสะดวกและรวดเร็ว เรื่องอะไรที่ลงทุนแล้วจะไม่ได้เงินตอนที่อยากจะได้ล่ะ?

3. ค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชั่น สมเหตุสมผล

การเปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า “ค่าคอมมิชชั่น” ซึ่งเป็นค่าตอบแทนการใช้บริการของโบรกเกอร์ ทุกครั้งที่คุณทำการซื้อหรือขายนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อการประหยัดต้นทุนของการซื้อขายหุ้น ที่เราเลือกได้ ก็ควรจะเปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นของโบรกเกอร์ ของบัญชีแต่ละประเภท ค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเพื่อประเมินความสมเหตุสมผล และเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับวิธีการลงทุนของคุณมากที่สุด

4. ผู้ดูแลนักลงทุน รู้จริง ไว้ใจได้

โบรกเกอร์ก็ไม่ต่างกับผู้ให้บริการต่างๆ ปัญหาในการซื้อ-ขายหลักทรัพย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และคุณก็ต้องพึ่ง “มาร์เก็ตติ้ง” หรือผู้ดูแลนักลงทุน IC นี่แหละที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คุณ

ก็ควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีผู้ดูแลนักลงทุนที่สามารถติดต่อได้รวดเร็ว, ให้คำแนะนำการซื้อขายได้เหมาะสม สามารถจัดการคำสั่งซื้อขายได้เร็ว รวมถึงแก้ไขสถานการณ์ได้ทันใจ

ถือเป็น “บริการหลังการขาย” ที่เราทุกคนอยากเจอ โดยเฉพาะเมื่อมาร์เก็ตติ้ง ที่มีความรู้ ข้อมูลลึก จริงใจและใส่ใจกับผลประโยชน์ของเราจริงๆ ก็จะทำให้เราสามารถใช้บริการกับเขาต่อไปนานๆ ได้อย่างสบายใจ

5. บริการเสริม และสิทธิประโยชน์อื่นๆ คุ้มค่า

สำหรับหลายๆคน คุณสมบัติข้อนี้อาจเป็นสิ่งที่คุณคิดว่าต้องพิจารณาน้อยที่สุด แต่อย่าได้มองข้ามมันไปเชียว เพราะบริการเสริมและสิทธิประโยชน์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นบทวิเคราะห์, รายงานวิจัยต่างๆ ,บริการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร, แอพพลิเคชั่นอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนจากโบรกเกอร์, สิทธิประโยชน์จากการเก็บแต้ม หรือการเชิญไปสัมมนาฟรีก็ดี

การเลือกบริการเสริมเหล่านี้อาจเป็นตัวช่วยอย่างดี ที่ช่วยให้คุณจัดการการลงทุนได้ตามอย่างที่คิด และได้ประโยชน์อย่างที่ควรจะได้ตามแบบที่เราต้องการ

RELATED POSTS

AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในประเทศไทย จะเปิดให้บริการช่วงต้นปี 2568 พร้อมกับโครงการ AWS Asia Pacific (Thailand) Region ทุ่มงบ 1.9 แสนล้านบาท ลงทุนใน Infrastructure รวมถึง Data Centers ภายในไทย ช่วงปี 2565 – 2580
มนุษย์เงินเดือนหลายคนยังไม่เคยหาเวลามานั่งคิดจริงจังว่า ด้วยเงินเก็บเก่า และเงินเก็บเพิ่มรายเดือนทุกวันนี้ จะพอเลี้ยงดูตัวเองในวัยเกษียณ(วัยที่ทำงานไม่ไหวแล้ว) หรือไม่ ?
สำรวจสไตล์การลงทุนของตนเอง จากบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภทตามระดับความมั่นใจและวิธีการตัดสินใจ