Financial Planing Guide

Tips การแบ่งสัดส่วนรายได้ให้ไม่ต้องใช้เงินแบบเดือนชนเดือน

รายได้กับค่าใช้จ่ายเป็นของคู่กัน เมื่อเข้าสู่ชีวิตในวัยทำงานที่ปราศจากเงินสนับสนุน เงินค่าขนมจากครอบครัวแล้ว เราทุกคนต่างหูตาตื่นจากตัวเลขค่าใช้จ่ายที่มากเกินกว่าที่ตัวเองคิดไว้ เอ้า! ก็แค่กินข้าว ซื้อของนิดหน่อย เดินทางก็เป็นกิจวัตรธรรมดาไม่ใช่เหรอ อย่าว่าแต่เรื่องเก็บเงินลงทุนเลย เงินยังจะไม่ค่อยพอใช้เลยด้วยซ้ำ! ทุกคนเคยประสบปัญหาหรือสภาวะแบบนี้กันมาบ้างใช่รึเปล่า?

เรื่องหารายได้ว่ายากแล้ว หลายคนอาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่า “การบริหารรายได้” นั้นยากเสียยิ่งกว่า เพราะต่อให้เราสามารถหาเงินมาได้มากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่รู้จักการบริหาร การจัดสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ เงินมากมายที่หามาได้ก็สามารถหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน

การใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่มันหมายถึงการย่ำอยู่กับที่ของสถานภาพทางการเงิน คุณไม่มีทางลงทุนได้ถ้าไม่มีเงินออม เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ถ้าไม่มีเงินสำรองยามฉุกเฉิน ดังนั้นการแบ่งสัดส่วนรายได้ออกเป็นส่วนๆจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามของทุกๆคน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดๆก็ตาม

วันนี้เราจึงมี Tips การแบ่งสัดส่วนรายได้หลากหลายวิธี เพื่อที่จะเป็นแนวทางให้กับทุกๆคนในการจัดการเงินของตัวเองให้เป็นระบบระเบียบและพร้อมที่จะเติบโตทางการเงิน ถ้าอ่านดูแล้วคิดว่าตัวเองเหมาะกับแนวทางไหน ก็ลองนำไปใช้กันได้นะครับ

1.แยกบัญชีเพื่อความเป็นระบบ

ในเมื่อรายได้ที่ได้รับมาอยู่ในรูปของเงินก้อน การใช้จ่ายและออมในบัญชีเดียวกันอาจเป็นเรื่องที่ชวนให้สับสนว่าตกลงแล้วเราจะออมเงินหรือใช้จ่ายเงินในสัดส่วนเท่าไหร่กันแน่ ท้ายที่สุดแล้วสัดส่วนใดสัดส่วนหนึ่งอาจมากเกินกว่าที่เราต้องการให้เป็น จนเกิดเหตุการณ์อย่างการใช้เงินแบบเดือนชนเดือนขึ้น

ปัญหานี้แก้ได้โดยการ “แยกบัญชี” ให้ชัดเจนไปเลยว่านี่เป็นเงินที่เราต้องการใช้เพื่อทำอะไรกันแน่ ดังนี้

  1. บัญชีเงินออม – สำหรับการออมเงิน การลงทุนในอนาคต หรือไว้ใช้ยามฉุกเฉิน  
  2. บัญชีค่าใช้จ่ายประจำ – สำหรับการชำระค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น ค่าไฟฟ้า ประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน
  3. บัญชีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน – เป็นบัญชีท้ายสุดที่คงเหลือจากการหักโอนเข้าบัญชีเงินออมและบัญชีค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งเป็นเงินที่เราใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัด เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

(คิดสัดส่วนเป็น % ตามความเหมาะสม อาทิ อยากออมมาก ก็หักเงิน 30% ไปเป็นเงินออม)

“รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน”

ด้วยการใช้เทคนิกนี้ ข้อดีคือเงินรายได้ของเราจะถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างอัตโนมัติ และคงที่เท่ากันในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นในทุกๆเดือนอย่างแน่นอน และยังสามารถจัดการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างไม่ลำบาก อย่างไรก็ตามการใช้เทคนิกนี้อาจมีข้อจำกัดตรงที่เราไม่สามารถยืดหยุ่นเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากนัก เพราะเงินบางส่วนนั้นถูกโอนย้ายไปในบัญชีอื่นๆแล้วนั่นเอง

2.กำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง

เทคนิกนี้อาจฟังดู Hardcore แต่ถ้าทำได้จริง ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เราสามารถออมเงินได้มากกว่่าวิธีอื่นๆ แต่ยังส่งผลไปถึงวิถีดำรงชีวิตของเราอีกด้วย นั่นคือการ “กำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง” นั่นเอง

อาทิ จากรายได้ 20,000 บาท เรากำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง 6,000 บาท (หาร 30 = 200 บาทต่อวัน) ในส่วนที่เหลือ หักค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนแล้วที่เหลือกลายเป็นเงินออมทั้งหมด

เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

“รายได้ – ค่าใช้จ่าย (กำหนด) = รายได้ส่วนเหลือ – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินออม”

จะเห็นได้ว่าวิธีนี้ไม่เพียงส่งผลให้เราออมเงินได้มากกว่าวิธีอื่น เนื่องจากเงินออมเป็นปลายทางที่เงินส่วนที่เหลือไปบรรจบ แต่ยังส่งผลให้วิถีการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไปจากการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ตัวเองอีกด้วย อาทิ จากที่เราสามารถใช้เงินยังไงก็ได้ เราก็ต้องคิดก่อนที่จะจ่ายเงินในทุกๆการใช้จ่ายของเราแทน เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้ในงบประมาณที่จำกัด

อย่างที่เกริ่นไปว่าวิธีนี้ค่อนข้าง Hardcore เรียกได้ว่าเป็นการ “รัดเข็มขัด” เลยก็ว่าได้ แต่ก็เป็นวิธีการแบ่งสัดส่วนเงินที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนวิถีการใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยได้อย่างชะงักเลยทีเดียว

3.ออมวันละ…

เทคนิก Old School ที่นอกจากจะทำได้ง่ายแล้วยังเป็นเทคนิกที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในบรรดาเทคนิกอื่นๆที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ง่ายมากๆเพียงหา Piggy Bank (กระปุกออมสิน) มาไว้สักอัน แล้วกำหนดเงินออมรายวันให้กับตัวเอง อาทิ “ออมวันละ 50 บาท” , “ออมวันละ 100 บาท” ฯลฯ แล้วแต่เราจะกำหนด

เขียนเป็นสมการง่ายๆได้ดังนี้

“รายได้ – ค่าใช้จ่ายประจำวัน = รายได้ส่วนเหลือ – เงินออม (กำหนด) = รายได้ส่วนที่เหลือในวันถัดไป”

และ

“รายได้ส่วนที่เหลือ – ค่าใช้จ่ายประจำ = เงินออม (ส่วนเพิ่ม)”

เรียกได้ว่าเป็นเทคนิกที่สบายที่สุด เพราะมีข้อจำกัดน้อยที่สุด คือเราจะใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ ขอเพียงมีเงินที่จะต้องออมให้ได้รายวันตามที่กำหนดเท่านั้น แต่ในทางกลับกันนั้น เทคนิกนี้ก็เป็นเทคนิกที่มีประสิทธิภาพในการออมน้อยที่สุดเช่นเดียวกัน และต้องอาศัยวินัยการใช้เงินอย่างเคร่งครัดเป็นตัวคุมสติให้เหลือเงินออมตามที่ตัวเองกำหนดไว้ในตอนจบอีกด้วย

เราทุกคนต่างเคยเห็นคนใช้วิธีนี้จากกระทู้รีวิวการออมเงินทั่วไปตามบอร์ดสนทนายอดฮิต และพบกับความประหลาดใจว่าถึงจะทำเล่นๆแต่ได้ผลมานัดต่อนัดแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ตาม 3 Tips ดังกล่าวนี้เป็นเพียงแนว Idea สำหรับการแบ่งสัดส่วนรายได้เพื่อการออมเงินเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้เป๊ะๆ เพราะแต่ละบุคคลต่างก็มีวิถีการดำรงชีวิต วิถีการใช้เงินที่แตกต่างออกไป สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามสมควรและเหมาะกับตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “อย่าผิดกฎที่ตั้งไว้กับตัวเอง” และ “อย่าลืมทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย” เพื่อติดตามการใช้จ่ายของตัวเอง

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนโชคดี ไม่มีหนี้ ไม่ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน สวัสดีครับ

 

RELATED POSTS

วันนี้เรามาดูกันว่า การ “Leverage” ในมุมของการลงทุนใน “หุ้น” มีวิธีไหน และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? และถ้าอยากลงทุนในหุ้น การ Leverage จะช่วยได้หรือไม่...
เคยไหม? เวลาใช้อารมณ์ตัดสินใจอะไรเร็วๆ มักจะผิดพลาดตลอด พอกลับไปไตร่ตรอง ทำให้รู้ว่า ไม่น่าทำแบบนั้นเลย...วิธีแก้ปัญหา ก็คือ "การหยุดคิดสัก 60 วินาที"
นิทรรศการ “เก็บตังค์พลังบวก DCA” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และความเข้าใจในเรื่องการลงทุนแก่คนไทย