Credit Card

สรุปกลลวง มิจฉาชีพขโมยบัตรเครดิตในออนเซ็น

จากเหตุการณ์เตือนภัยที่มีผู้ใช้บริการออนเซ็นใจกลางเมืองหลายรายถูกมิจฉาชีพขโมยบัตรเครดิต เสียหายหลายแสนบาท

Salary Investor จึงสรุปเรื่องราวทั้งหมด เพื่อให้ระมัดระวังและรู้ทันกลลวงของมิจฉาชีพเหล่านี้

เหตุการณ์แรก

เผยแพร่เมื่อ 26 ธันวาคม 67 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ผู้เสียหายเข้าใช้บริการที่ออนเซ็นย่านทองหล่อ เวลาประมาณ 17.13 น. แล้วนำกระเป๋าใส่ไว้ในล็อกเกอร์ของทางออนเซ็น ภายในกระเป๋ามีเงินสดและบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย, บัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ บัตรเครดิตธนาคารไทยพาณิชย์

หลังจากนั้นพบว่ามีการแจ้งเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคารทั้ง 3 แห่งข้างต้นว่ามีรายการใช้บัตรเครดิตทั้งหมด 5 รายการ รวมเป็นจำนวนเงิน 343,000 บาท โดยที่ตนไม่ได้ใช้บัตรเครดิตเองแน่นอน เพราะ เวลานั้นกำลังใช้บริการออนเซ็นอยู่

หลังจากที่ตนแจ้งปฏิเสธการใช้บัตรไปยังธนาคารทั้ง 3 ธนาคาร พร้อมทั้งส่งเอกสารแจ้งความเพื่อยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงแล้ว ทางธนาคารแจ้งว่าการใช้บัตรเครดิตครั้งนี้ เป็นการนำบัตรไปใช้ที่เครื่องรูดบัตรแบบการอ่านซิพการ์ดโดยการสัมผัสตัวบัตรกับเครื่องรูดบัตรโดยตรง ไม่ได้เกิดจากการตัดบัตรผ่านระบบออนไลน์ *ดังนั้นทางธนาคารจึงไม่ยอมรับการปฏิเสธยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตดังกล่าว*

จนกระทั่ง ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2567

– KBank : ยินดี Hold ยอดเงินนั้นให้ เพื่อรอทางตำรวจดำเนินคดีอยู่

– SCB : หลังการเจรจา 6 ครั้ง ทางธนาคาร ยังไม่ยอม hold ยอดให้และยืนยันว่าทางเจ้าของบัตรเครดิตจะต้องเป็นคนจ่ายยอดนั้น แต่ถ้าลูกค้าไม่จ่ายยอดนี้ ลูกค้าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยของยอดบัตรเครดิตนั้นด้วย

– Krungsri : หลังการเจรจา 3 ครั้ง ทางธนาคารแจ้งว่า ฝ่ายสอบสวนของทางธนาคารแจ้งว่ายอดนี้ไม่ สามารถ Hold ให้ได้ เพราะ มียอดใช้จ่ายสูง และ ลูกค้าต้องจ่ายยอดนี้ หากไม่จ่ายลูกค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยเช่นกัน

อีกทั้งผู้เสียหายถามถึงข้อมูลของรายการใช้จ่ายบัตรเครดิตเหล่านั้นว่า ถูกรูดที่ร้านค้าไหน, ที่อยู่ใด และขอข้อมูลบริษัทดังกล่าว ทางธนาคารก็ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ รวมถึงโซนล็อคเกอร์ในสปานั้นไม่มีการติดกล้องวงจรปิด เพราะ เป็นโซนที่ลูกค้าเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย

เหตุการณ์ที่ 2 

ข้อมูลถูกเผยแพร่วันที่ 6 ม.ค. 68 กล่าวว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 8 พ.ย. 67 ผู้เสียหายใช้บริการออนเซนที่สปาย่านสุขุมวิท ถูกขโมยบัตรเครดิต 3 ใบ ซึ่งมีบัตรหลักที่ตั้งวงเงินไว้จึงรูดไม่ผ่าน แต่บัตรเสริมที่วงเงินน้อยรูดผ่าน และ บัตรเครดิตเซ็นทรัลที่แฟนทำให้ใช้ ถูกรูดใช้จำนวน 5 ครั้ง ยอดรวมทั้งหมดประมาณ 180,000 บาท

ผู้เสียหายทราบเหตุหลังจากใช้บริการออนเซ็นเสร็จ ได้รับโทรศัพท์จากแฟนว่า “มีการรูดใช้จ่ายบัตรเครดิตซื้อของหลายรายการมั้ย?” ตนจึงเช็คกระเป๋าใส่บัตรเครดิตกลับพบว่าบัตรหายไปจึงรีบติดต่อธนาคารเพื่ออายัติบัตร

สอบถามธนาคาร ทางธนาคารแจ้งว่า บัตรถูกใช้ที่ร้านคาเฟ่ย่านลำลูกกา ปทุมธานี ในช่วงเวลาที่ผู้เสียหายยังอยู่ในห้องออนเซ็น เวลา 16.23 น. ต่อมาตนจึงขอเบอร์ร้านคาเฟ่นั้น และได้พูดคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ เจ้าของร้านแจ้งว่า ให้คนรู้จักยืมเครื่องรูดบัตรไปใช้ 1 วัน ย่านสุขุมวิท จากนั้นผู้เสียหายจึงแจ้งทางคาเฟ่ว่าเป็นเจ้าของบัตรเครดิตที่ถูกขโมยไป แต่เจ้าของร้านตอบกลับว่า “ไม่ทราบเรื่องและขอเช็คกับคนที่ยืมเครื่องก่อน”

นอกจากนี้ผู้เสียหายก็กลับไปยังร้านออนเซ็นดังกล่าว เพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ทางร้านไม่มีกล้องวงจรปิดในห้องล็อกเกอร์เหมือนเคย ผู้เสียหายจึงขอดูบริเวณรอบนอกของร้าน แต่ทางร้านก็ให้ไปขอใบจากสถานีตำรวจก่อนถึงจะให้ดูได้

ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความที่สน.ทองหล่อ ต่อมาสายสืบก็ตามมาที่ร้านดังกล่าว พบพนักงานที่ให้บริการ ณ ขณะนั้น แจ้งว่าไม่สามารถดูภาพจากกล้องได้ให้รอช่างเทคนิคในวันทำการถัดไป และ ยังกล่าวว่ามีการโทรไปแจ้งสน.ที่ดูแลร้านแล้วเหมือนกัน

พออีกวัน สายสืบเรียกเจ้าของเครื่องรูดบัตรมาสอบปากคำ พร้อมเรียกคนที่ยืมเครื่องรูดบัตรนั้นมาใช้ และ โทรสอบถามร้านสปาฯ เพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิด ได้ความว่า

– สปาอ้างว่ากล้องเสีย

– คนที่ยืมเครื่องรูดบัตรมาใช้ อ้างว่าขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง มีคนนัดรับซื้อเป็นคนจีน 2 คนในบริเวณที่ร้านสปาตั้งอยู่

– เจ้าของเครื่องรูดบัตรได้วอย (Void) คืนให้


สรุปแล้ว

ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการบัตรเครดิตตรวจสอบ ดูแล และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ลูกค้าทุกราย โดยผู้เสียหายจะไม่ต้องชำระเงินและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น

นอกเหนือจาก 2 เหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่มานี้จากการค้นดูยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่มิจฉาชีพทำเช่นนี้ตลอดเดือนพฤศจิกายน ปี 2567 ต่อเนื่องมายันมกราคม ปี 2568 

จากที่ก่อเหตุเป็นออนเซนย่านทองหล่อ ตำรวจก็ทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ น.ส.ธัญชนก อายุ 22 ปี และสืบทราบว่าทำงานเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์เชียร์คนเข้าร้านเหล้าอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวที่มาใช้ออนเซน  แต่ไม่ยอมเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนทำการปลดล็อคเกอร์ และ แอบเก็บสายรัดข้อมือที่ใช้สแกนเข้าออกออนเซ็นและตู้ล็อกเกอร์ไป มีการทำแถบแม่เหล็กเพิ่มแล้วให้กลุ่มเพื่อนชาวจีนอีก 4 คน ช่วยทำอันใหม่ขึ้นมา จากนั้นตระเวนเปิดล็อกเกอร์ของผู้เสียหายแล้วนำบัตรเครดิตไปรูดในรูปแบบ ‘Dip Chip’ หรือ การเสียบบัตรเข้ากับเครื่องรูดบัตรโดยตรง ซึ่งทำให้สามารถทำธุรกรรมในวงเงินสูงได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตนเพิ่ม
.
[อ้างอิงจากโพสต์เฟซบุ๊ค : “Pawoot Pom Pongvitayapanu”, “Drama-addict”]

RELATED POSTS

“กรุงศรี ฟินโนเวต” ร่วมกับ “Efra Structure” เตรียมปั้นกองทุนยักษ์ “Finno Efra Private Equity Trust” มุ่งลงทุนในสตาร์ทอัพไทยและอาเซียน ทุ่มงบกว่า 1,300 ล้านบาท
เนื่องในโอกาสมหกรรมการลงทุนแห่งปี SET in the City 2018 เรา Salary Investor จึงขอเก็บภาพพร้อมรีวิวบรรยากาศภายในงาน เพื่อมาบอกว่าทำไมคุณถึงควรจะไปงานนี้กัน
เงินล้านสร้างได้ไม่ใช่แค่ฝัน ขอแค่มีความสม่ำเสมอในการลงทุน และวางเงินให้ถูกที่ ไม่ต้องใช้เงินมาก ก็สร้างเงินล้านได้จริง